Jun 152014
 

วิธีเปลี่ยนน้ำยาหล่อเย็น วีโก้(VIGO)

วิธีเปลี่ยนน้ำหล่อเย็นวีโก้

วิธีเปลี่ยนน้ำหล่อเย็นวีโก้

 

ขั้นตอนที่1 เปิดฝาหม้อพักน้ำ

ขั้นตอนที่2 คลายปลั๊กระบายบนหม้อน้ำ  โดยใช้ลูกบ๊อกซ์ขันสี่เหลี่ยม ขนาด 10มิล

ลูกบ๊อกซ์สี่เหลี่ยม

ลูกบ๊อกซ์ขันสี่เหลี่ยม

ขั้นตอนที่3 ถ่ายน้ำออกจากหม้อน้ำ โดยการคลายปลั๊กถ่ายน้ำที่อยู่ด้านใต้หม้อน้ำ

วิธีเปลี่ยนน้ำหล่อเย็นวีโก้-ปลั๊กระบาย

วิธีเปลี่ยนน้ำหล่อเย็นวีโก้-ปลั๊กระบาย

 

ขั้นตอนที่4 ระบายน้ำออกจากเสื้อสูบ โดยการคลายน๊อตถ่ายน้ำเสื้อสูบ(รูปศรสีเขียว) ที่อยู่บริเวณใต้ฐานไส้กรองน้ำมันเครื่องตามรูปด้านล่าง และใช้สายยางต่อกับหัวเสียบที่อยู่ใกล้ๆกับน๊อต(ที่วงกลมไว้) เพื่อระบายน้ำลงในภาชนะที่เตรียมไว้

วิธีเปลี่ยนน้ำหล่อเย็นวีโก้-ปลั๊กถ่ายน้ำเสื้อสูบ

วิธีเปลี่ยนน้ำหล่อเย็นวีโก้-ปลั๊กถ่ายน้ำเสื้อสูบ

เมื่อน้ำหล่อเย็นเก่าไหลออกจนหมดแล้ว

1. ให้ปิดปลั๊กถ่ายน้ำเสื้อสูบ

2. ปิดปลั๊กถ่ายน้ำที่อยู่ด้านใต้หม้อน้ำ

3. เติมน้ำยาหล่อเย็นใหม่ลงในกระป๋องพักน้ำจนเต็มหม้อน้ำ

4. สตาร์ทเครื่องยนต์ จนกระทั่งวาล์วน้ำเปิด(ประมาณ5-10นาที) น้ำยาหล่อเย็นจะไหลวนเข้าเครื่องยนต์ทำให้ระดับลดลงไป ให้ค่อยๆเติมน้ำหล่อเย็นเพิ่มเข้าไป จนกระทั่งน้ำหล่อเย็นไม่ลดลงอีก

5. ปิดปลั๊กระบาย

6. ปิดฝาถังพักน้ำ

เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน  ในช่วงแรกๆ ให้หมั่นตรวจสอบระดับน้ำให้อยู่ในขีดที่กำหนด (ไม่เกินขีด F) หากเกินขีน F ให้คลายปลั๊กถ่ายน้ำล่างหม้อน้ำเพื่อระบายน้ำหล่อเย็นออกให้อยู่ในระดับ F หรือเติมน้ำยาหล่อเย็นเพิ่มเข้าไปหากระดับน้ำหล่อเย็นลดลงต่ำกว่าขีด F ด้วยนะครับ

เครดิตภาพจาก vigothailand.com, http://phithan-toyota.com

Jan 312014
 

โดยปกติตามข้อแนะนำของศูนย์บริการ ต้องทำการเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง ทุกๆ 80,000 Km. ตามวงรอบการบำรุงรักษา เพื่อคงประสิทธิในการใช้งานสูงสุดเอาไว้ เนื่องจากไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเสมือนหน่วยคัดกรองสิ่งสกปรก ไม่ให้สามารถเข้าไปในระบบปั้มน้ำมันเชื่อเพลิงได้ ส่วนรถใครที่เลยการรับประกัน 3 ปี หรือ 100,000 Km. แล้ว ยังไม่เคยเปลี่ยนสักที แนะนำว่าถ้าไม่ติดขัดอะไร อยากให้เปลี่ยนสักครั้งนึง ถ้าจะมองในแง่ของความสิ้นเปลือง กรณีที่ของยังใช้ได้ไปเปลี่ยนมันทำไม จริงครับ มันเปลืองแต่ถ้าวันนึง ไส้กรองมันตัน วิ่งไม่ออก แต่ต้องใช้รถเพื่อทำเวลา แล้วจะบอกว่ารู้งี้เปลี่ยนตั้งนานแล้ว
ความเห็นส่วนตัว ผมแนะนำให้เปลี่ยนทุกๆ ระยะ 50,000 Km. ครับ

คำเตือน : ก่อนที่จะทำการเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยตนเอง ควรที่จะต้องทำการเช็คระบบก่อนว่าปั้มติ๊กในถัง ยังทำงานปกติดี สามารถทำการดันน้ำมันเชื้อเพลิงออกมาได้ไหม ? ถ้าเช็คแล้วพบว่าปั้มติ๊กมีปัญหาอย่าฝืนทำงานต่อไป เพราะว่าเปลี่ยนกรองน้ำมันเชื้อเพลิงได้ แต่สตาร์ทเครื่องยนต์ไม่ได้ก็เท่านั้น

วิธีการเช็คปั้มติ๊ก คลายสกรูไล่ลมเอาไว้ เพื่อที่จะทำการไล่ลมออกมาจากกรองน้ำมันเชื้อเพลิงวิธีการ คือ บิดสวิตช์กุญแจ ON 15 วินาที บิดกลับไปที่ OFF 15 วินาที เพื่อให้ปั้มน้ำมันเชื้อเพลิงทำงานทำสลับไปเรื่อยๆ จนกว่าน้ำมันดีเซลจะล้นออกมาทางสกรูไล่ลม แสดงว่าปั้มติ๊กทำงานได้ตามปกติดีจากนั้น ค่อยดำเนินการถอดไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิงออกมาเปลี่ยนต่อไป

dmax02

1. ทำการเตรียมเครื่องมือ และอะไหล่ดังรูปครับ จากรูปจะเห็นว่ามีประแจพิเศษอยู่อันนึงถ้าไม่มีอันนี้ แนะนำให้ใช้ประแจเลื่อน ก็พอแก้ขัดได้ครับ อย่าบีบแรง เดี๋ยวเสื้อกรองมันจะแตกเพราะว่ามันเป็นพลาสติก ราคาเสื้อกรอง 525 บาท บวก Vat   P/N : 8-98048537-0 ที่เรารู้ก็เพราะว่าเคยซื้อมาแล้ว อะไหล่ตัวนี้ 555 Continue reading »

Jan 162014
 

วิธีการดูแลและบำรุงรักษาแบตเตอรี่

แบตเตอรี่มีหน้าที่เก็บกระแสไฟฟ้าไว้ในรูปแบบของพลังงานเคมี ไว้จ่ายให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ในรถยนต์ กระแสไฟในแบตเตอรี่จะถูกเติมโดยอุปกรณ์ที่เรียกว่าไดชาร์ท หรืออัลเตอร์เนเตอร์ ในขณะที่เครื่องยนต์ยังไม่ทำงานนั้น กระแสไฟฟ้าที่ใช้ในรถยนต์จะถูกดึงจากแบตเตอรี่ที่เดียว แต่เมื่อเครื่องยนต์ทำงาน กระแสไฟฟ้าที่นำมาใช้จะถูกดึงจากไดชาร์ทแทน ถ้าไดชาร์ทผลิตกระแสไฟออกมาไม่เพียงพออุปกรณ์ไฟฟ้าในรถยนต์ก็จะดึงกระแสไฟจากแบตเตอรี่มาใช้งานด้วย

แบตเตอรี่มีหน้าที่ต้องจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ดังนี้

  1. ช่วยให้มอเตอร์สตาร์ททำงาน
  2. ช่วยสร้างประกายไฟที่หัวเทียน เพื่อใช้ในการจุดระเบิด (เครื่องยนต์เบ็นซิน)
  3. จ่ายไฟให้กับอุปกรณ์แสงสว่างต่างๆ เช่น หลอดไฟ
  4. จ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นฯ เช่น รีเลย์ กล่องสมองกล เครื่องเสียงรถยนต์

การตรวจเช็คและข้อสังเกตุ

  1. แบตเตอรี่ลูกใหม่ จะต้องเติมน้ำกรดเป็นครั้งแรก
  2. การเติมแบตเตอรี่เมื่อน้ำกรดแห้งลง จะต้องเติมด้วยน้ำกลั่นเท่านั้น เพื่อไม่ให้ความค่าความถ่วงจำเพาะในน้ำกรดมากเกินไป
  3. ระดับน้ำกรดไม่ควรอยู่ต่ำกว่าขีดล่าง และไม่เกินขีดบนของแบตเตอรี่
  4. ต้องเปิดฝาแบตเตอรี่ออกตรวจเช็คและเติมทุกช่อง เพราะแต่ละช่องของแบตเตอรี่นั้นมีแผ่นกั้นไม่ถึงกัน
  5. ฝาจุกปิดจะมีรูหายใจ ให้ตรวจเช็คด้วยว่าไม่ได้อุดตัน ถ้าอุดตันแบตเตอรี่เกิดระเบิดขึ้นได้
  6. ห้ามนำประกายไฟเข้าใกล้เป็นอันขาด (แบตเตอรี่อาจระเบิดได้ เพราะมีแก็ส)
  7. ที่ขั้วบวกของแบตเตอรี่จะต้องมีฉนวนหุ้มด้วย ป้องกันขั้วแบตเตอรี่ชนกับฝากระโปรงรถ เป็นเหตุให้แบตเตอรี่ได้รับความเสียหาย
  8. ขั้วบวกของแบตเตอรี่จะใหญ่กว่าขั้วลบเสมอ (ป้องกันความผิดพลาดในการใส่)
  9. ห้ามต่อกระแสไฟจากแบตเตอรี่ไปใช้โดยตรง โดยไม่ผ่านฟิวส์เป็นอันขาด (ไฟอาจไหม้รถท่านได้)
  10. น้ำกรดในแบตเตอรี่ มีสภาพเป็นกรด ระมัดระวังอย่าให้ถูกเสื้อผ้า ถ้ากระเด็นใส่ให้รีบนำไปซักทันที

การเลือกซื้อน้ำกลั่น

  1. เลือกซื้อน้ำกลั่นที่มีชื่อที่อยู่ของบริษัทผู้ผลิตพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์ อย่างถูกต้อง
  2. ปัจจุบันนี้มีน้ำกลั่นวางจำหน่ายในท้องตลาดอยู่สองแบบ คือ
    • น้ำกลั่นธรรมดา
    • น้ำกลั่นที่เติมน้ำยาเคมีอีเลคโตรไลท์ชนิดไม่มีกรด ซึ่งมีคุณสมบัติดีกว่าน้ำกลั่นธรรมดา
      – เคลือบประสานแผ่นธาตุ ป้องกันการผุกกร่อน
      – ยืดอายุและช่วยให้แบตเตอรี่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
      – ช่วยให้น้ำกรดแห้งช้าลง

 

Jan 162014
 

ตรวจดูท่อยางและสายอ่อนต่างๆ

ท่อยางใช้ในส่งถ่ายของเหลวจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง อาจจะเป็นน้ำธรรมดา น้ำมันเครื่อง น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันไฮดรอลิก หรืออาจจะใช้ส่งถ่ายในรูปของอากาศ ก๊าซ ไอ ก็ได้ ซึ่งมีลักษณะที่ไม่เหมือนกัน ในการเลือกใช้จึงควรเลือกใช้ตามความเหมาะสม สาเหตุที่ไม่ใช้ท่อเหล็ก เพราะว่า ท่อยางมีความยืดหยุ่นสูงกว่า บางตำแหน่งจะต้องสามารถให้ตัวได้ เช่น ท่อยางหม้อน้ำกับเครื่องยนต์ สายอ่อนเบรก ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับมัน ให้มากเป็นพิเศษ เพราะหมายถึงชีวิต และเงินทองที่ต้องสูญเสียไปโดยใช่เหตุ

ท่อยางหม้อน้ำรถยนต์

ท่อยางหม้อน้ำรถยนต์

การตรวจสอบท่อยาง

  1. การบวมของท่อยาง
  2. รอยฉีกขาด
  3. การงอพับของท่อยาง
  4. รอยรั่ว

ลักษณะของท่อยางและสายอ่อน ที่นำมาใช้ในรถยนต์

  1. ท่อยางหม้อน้ำ บน-ล่าง
  2. ท่อยางคอถังน้ำมัน
  3. ท่ออากาศ (ส่งอากาศจากหม้อกรองอากาศเข้าเครื่องยนต์)
  4. ท่อหายใจ
  5. ท่อออยคูลเล่อร์
  6. ท่อเพาเวอร์
  7. ท่อปั๊มน้ำ
  8. ท่อไออุ่น
  9. สายอ่อนเบรกหน้า-หลัง (ใช้ในการส่งผ่านน้ำมันเบรกจากท่อแป๊ปทองแดงหรือเหล็กไปเข้ากระบอกเบรกหรือดิสเบรก)
  10. สายอ่อนคลัตช์
  11. สายตูดได ( เป็นสายที่สามารถทนแรงดันได้สูง มีข้อต่ออยู่ที่หัวท้าย)
  12. ท่อตูดได
 Posted by at 9:18 pm
Jan 162014
 

อุปกรณ์เครื่องมือประจำรถ

อุปกรณ์เครื่องมือที่ควรมีติดประจำรถไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

  1. สายพ่วงแบตเตอรี่
  2. เบอร์โทรศัพท์ติดต่อฉุกเฉินต่างๆ เช่น บริการลากรถ, ช่างประจำ(ถ้ามี) ฯลฯ
  3. ฟิวส์สำรอง (สำคัญมาก)
  4. สายสลิงลากรถ
  5. หลอดไฟหน้า, หลอดไฟเบรก, หลอดไฟเลี้ยว
  6. เทปพันสายไฟ, สายไฟ
  7. เครื่องมือประจำรถ (ประแจ-ไขควงต่างๆ, กากบาทขันน๊อตล้อ)
  8. ไฟฉาย
  9. สเปรย์ครอบจักรวาล (ใช้คลายน๊อต, ไล่ความชื้น-จานจ่าย- หัวเทียน-คอยล์, หล่อลื่นบานพับต่างๆ)
  10. น้ำมันเบรก-คลัตช์
  11. ปั๊มลมแบบใช้ขาเหยียบ (มีประโยชน์มากเวลายางล้อรั่วซึม)
  12. เกจ์วัดลมยาง
  13. มีดคัตเตอร์
Jan 162014
 

การดูแลรักษาหม้อน้ำ และฝาหม้อน้ำ

 

หม้อน้ำเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ระบายความร้อนให้กับน้ำที่ไปหล่อเย็นให้กับเครื่องยนต์ โดยอาศัยปั๊มน้ำเป็นตัวหมุนเวียนน้ำ โดยน้ำจะไหลเข้าด้านล่าง (ท่อยางหม้อน้ำล่าง) ซึ่งท่อน้ำจะต่ออยู่กับคอห่านตัวล่าง แล้วไหลผ่านโพรงต่างๆ ในเครื่องยนต์ กลับออกมาที่ด้านบน (ผ่านท่อยางหม้อน้ำบน) ซึ่งต่ออยู่กับคอห่านตัวบน กลับมาที่หม้อน้ำอีกครั้งหนึ่ง โดยมีวาล์วน้ำ (เทอร์โมสตัท) ในการควบคุมอุณหภูมิของน้ำ ในขณะที่ยังไม่ถึงอุณหภูมิที่กำหนด เพื่อให้น้ำในระบบร้อนเร็วขึ้นเพื่อลดการสึกหรอของเครื่องยนต์ และในขณะที่ความดันเกินที่กำหนด น้ำในระบบก็จะดันออกถังพักน้ำผ่านฝาหม้อน้ำ และเมื่อความดันลดต่ำลง น้ำก็จะถูกดูดกลับจากถังพักน้ำเข้ามาใหม่ ในสภาพสุญญากาศ ในส่วนของความร้อนของน้ำ จะถูกระบายความร้อนโดยการไหลผ่านรังผึ้งของหม้อน้ำ และอาศัยพัดลมซึ่งขับเคลื่อนโดยพลังงานจากเครื่องยนต์ในกรณีที่ เครื่องยนต์วางตามยาวตัวรถ (รถที่ขับเคลื่อนล้อหลัง) โดยความเร็วของพัดลมจะถูกควบคุมโดยฟรีปั๊ม (คลัตช์พัดลมหม้อน้ำ) โดยในฟรีปั๊มจะเติมด้วย น้ำยาซึ่งมักเรียกกันว่า น้ำยาฟรีปั๊ม (Oil Silicon) ส่วนรถที่วางเครื่องตามขวางจะใช้พัดลมไฟฟ้าทำหน้าที่แทน (รถที่ขับเคลื่อนล้อหน้า) โดยอาศัยสวิทส์พัดลม (ตรวจจับอุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นที่ไหลกลับออกมา) ทำหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของตัวพัดลม นอกจากนี้ในเครื่องยนต์อาจจะมีช่องที่ให้น้ำไหลออกไปเพื่อให้ความ อบอุ่นกับผู้ใช้รถในห้องโดยสาร (ในเมืองที่หนาว) สำหรับในเมืองร้อนจะใช้ยางอุดไว้ และมักเรียกกันว่า ยางอุดตาน้ำ บางท่านก็เรียกยางรองขาโต๊ะก็มี

สิ่งที่ควรตรวจสอบเป็นประจำคือ

  1. ท่อยางหม้อน้ำบน-ล่าง (ท่อน้ำบนจะมีอายุสั้นกว่าท่อน้ำล่าง เพราะอุณหภูมิของน้ำสูงกว่า) ท่อน้ำที่หมดอายุจะบวมและแข็ง ท่อน้ำล่างอาจจะแฟ๊บเพราะแรงดูดจากปั๊มน้ำ
  2. วาล์วน้ำ (ถ้าเสีย จะทำให้อุณหภูมิของรถขึ้นสูงผิดปกติ)
  3. ฝาหม้อน้ำ ถ้าเสียหรือรั่ว จะทำให้ไม่เกิดสภาพสุญญากาศ เมื่อน้ำถูกดันออกมาถังพักจะไม่ถูกดูดกลับเข้าไป และจะต้องระมัดระวังในการเปลี่ยนด้วย เพราะฝาหม้อน้ำบางรุ่นใช้แทนกันไม่ได้
  4. น้ำในถังพักน้ำ จะต้องอยู่ที่ระดับ FULL
  5. สายยางจากหม้อน้ำไปยังถังพักน้ำ
  6. สวิตช์พัดลม (ในกรณีที่ใช้พัดลมไฟฟ้า)
  7. ฟรีปั๊ม (คลัตช์พัดลม), น้ำยาฟรีปั๊ม
  8. พัดลมไฟฟ้า (ทำงานโดยอัตโนมัติ ถ้าไม่ทำงานให้ตรวจเช็คฟิวส์เป็นอันดับแรก)
  9. หม้อน้ำ
  10. ยางอุดตาน้ำ (จะบวม)
  11. น้ำยาหล่อเย็น (ใช้เติมเพื่อเพิ่มจุดเดือดของน้ำ และป้องกันสนิม)
  12. ใบพัดลมหม้อน้ำ ไม่แตกร้าวเสียหาย
  13. การรั่วไหลของน้ำบริเวณหม้อน้ำ ก๊อกถ่ายน้ำ(หางปลาหม้อน้ำ)
  14. คอห่านบน-ล่าง (จะผุตามกาลเวลา)
  15. แป๊บราวน้ำ
  16. ถังพักน้ำ (จะมีช่องหายใจด้วย)
  17. ปั๊มน้ำ
  18. เกจความร้อนในห้องโดยสาร
  19. สายพานปั๊มน้ำ
    ให้เพื่อนๆ ลองคิดเองนะครับว่า อุปกรณ์แต่ละอย่างถ้าทำงานไม่ปกติ จะเป็นอย่างไร Continue reading »
 Posted by at 8:45 pm
Aug 202013
 

วิธีการใช้รถให้ประหยัดน้ำมัน

  • อย่าขับรถเร็วในการใช้รถทางไกล ในกรณีที่ท่านขับรถที่มีความเร็ว 80 กม./ชม. ท่านจะประหยัดน้ำมันได้ถึง 10-15 เปอร์เซ็นต์
  • อย่าออกรถเร็วอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากเครื่องยนต์และชิ้นส่วนต่างๆก็สึกหรอมากเช่นกัน
  • ใช้ความเร็วสม่ำเสมอ คาดการณ์ล่วงหน้าขณะขับรถเมื่อใกล้ทางแยกหรือทางม้าลายต่างๆ
  • ควรจะชะลอความเร็วแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่เมื่อใกล้แล้วจึงค่อยลดความเร็ว
  • วางแผนการใช้รถยนต์ในแต่ละวัน เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวใช้รถในคราวเดียวกัน
  • มีจุดหมายในการเดินทาง การใช้รถจะต้องมีแผนการเดินทางว่าจะไปถึงที่หมายได้เร็วขึ้น ไม่ใช่ขับไปโดยไร้จุดหมาย
  • ดับเครื่องทุกครั้งที่จอดรถรอ หากต้องรอประมาณ 3-4 นาทีขึ้นไปก็ควรดับเครื่อง นอกจากประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วยังถนอมเครื่องไม่ให้ร้อนจัดอีกด้วย Continue reading »
 Posted by at 11:20 am