admin

Sep 202011
 

เกจวัดกำลังอัดในกระบอกสูบ (Compression Gauge)

เป็นเครื่องทดสอบกำลังอัดกระบอกสูบเพื่อให้ทราบว่ากระบอกสูบใดบ้างมีกำลังอัดลดลง ใช้บอกสภาพเครื่องยนต์ว่ายังสมบูรณ์ดีอยู่หรือหลวมไปแล้ว โดยการวัดค่าความดัน แล้วนำไป เปรียบเทียบค่า ความดัน ที่ระบุไว้ ในคู่มือ รถรุ่นนั้น ถ้าความดัน ที่วัดได้ ยังใกล้เคียง กับค่าที่กำหนดไว้ ในคู่มือ ก็ถือว่าใช้ได้ และยังใช้ วัดความผิดปกติ ของเครื่องยนต์ ในแต่ละสูบ เช่นร่องแหวน ลูกสูบแตก วาล์วรั่ว วาล์วยัน สาเหตุเหล่านี้ ก็ทำให้ความดัน ที่วัดได้ต่ำกว่า สูบอื่นที่ปกติ

การทดสอบทำได้โดยถอดหัวเทียนของกระบอกสูบนั้นออกแล้วขันเกลียวข้อต่อของเครื่องวัดเข้าไปแทน (อย่าลืมถอดสายหัวเทียนทุกเส้นออกจากหัวเทียน) แล้วทดลองสตาร์ทเครื่องยนต์ดู เครื่องยนต์จะหมุนแต่ไม่ติด แล้วอ่านค่าความดัน(กำลังอัด) บนเครื่องวัด

Sep 202011
 

VTEC ย่อมาจาก (VARIABLE VALVE TIMING AND VALVE LIFT ELECTRONIC CONTROL SYSTEM) คือ ระบบที่ควบคุมการเปิดปิดของวาล์วไอดีด้วยอิเล็กทรอนิคส์ให้เหมาะสมกับภาระของเครื่องยนต์ในแต่ละช่วงความเร็ว เช่นในรอบเครื่องยนต์ต่ำ วาล์วไอดีก็จะเปิดน้อย ในขณะที่รอบเครื่องยนต์สูงไอดีจะเปิดมากขึ้น เพื่อให้ได้ไอดีที่เหมาะกับการทำงานของเครื่องยนต์

Continue reading »

Sep 202011
 

การวิเคราะห์ก๊าซไอเสียรถยนต์ [exhaust analyzer]

เราสามารถตรวจสอบการเผาไหม้หรือการทำงานของเครื่องยนต์ว่าสมบูรณ์หรือไม่ จากก๊าซไอเสียนี้  ซึ่งอาจจะใช้เครื่องวัดก๊าซไอเสียที่เรียกว่า Exhaust Gas Analyzers เป็นต้น   ดังนั้นการศึกษาวิเคราะห์ก๊าซไอเสียเหล่านี้สามารถทำให้เราเข้าใจระบบเผาไหม้ในเครื่องยนต์ได้มากยิ่งขึ้น

คาร์บอนไดออกไซค์ (CO2) ในก๊าซไอเสีย

การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ในอุดมคตินั้น ปริมาณคาร์บอนไดออกไซค์และไอน้ำ (H2O,Water Vapor) ที่ได้จากการเผาใหม้ในเครื่องยนต์จะต้องมีปริมาณที่สูง (ที่อัตราส่วน 14.7/1)  ในกรณีที่อัตราส่วนผสมอากาศกับน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เหมาะสม การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์  หรือกลไกการทำงานของเครื่องยนต์มีปัญหาจะทำให้ปริมาณคาร์บอนไดออกไซค์ลดลง

ออกซิเจน (02) ในก๊าซไอเสีย

ที่อัตราส่วนผสมน้ำมันเชื้อเพลิงกับอากาศตามทฤษฎี ปริมาณออกซิเจนในก๊าซไอเสียจะมีปริมาณต่ำ ถ้าอัตราส่วนผสมบางลงจะทำให้ออกซิเจนในก๊าซไอเสียมีปริมาณเพิ่มขึ้น

Continue reading »

Sep 192011
 

หลักการทำงานของเครื่องยนต์

เครื่องยนต์ที่กล่าวถึงนี้เรียกกันว่า เครื่องยนต์เผาไหม้ภายใน หรือเครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยปกติเครื่องยนต์จะทำงานได้นั้นจะอาศัยองค์ประกอบของระบบหลักดังนี้

  • ระบบน้ำมันเชื้อเพลิง (น้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซิน)
  • ระบบอากาศ
  • ระบบจุดระเบิด (มี 2 ประเภทคือ จุดระเบิดด้วยประกายไฟ และจุดระเบิดด้วยการอัดอากาศ)

ระบบที่กล่าวมานั้นจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ หรืออย่างใดอย่างหนึ่งมีน้อยหรือมากจนเกินไปก็สร้างปัญหาตามมาอีกมากมายเลยทีเดียว แต่ละระบบเราคงต้องมาเรียนรู้กันอีกทีหนึ่ง แต่ก่อนอื่นเรามาดูถึงการทำงานของเครื่องยนต์กันก่อน

สำหรับเครื่องยนต์แบบ 4 สูบโดยทั่วไปเครื่องยนต์จะมีจังหวะการทำงานเป็น 4 จังหวะ (เครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะ)

  1. จังหวะดูด ลูกสูบจะเคลื่อนที่ลง และวาล์วไอดีเปิดออก ไอดีจะถูกดูดเข้ากระบอกสูบจากสภาพสุญญากาศภายในกระบอกสูบ เมื่อลูกสูบเคลื่อนลงต่ำสุดวาล์วไอดีจะปิด
  2. จังหวะอัด ลูกสูบเคลื่อนที่จากจุดต่ำสุดขึ้นไป (วาล์วไอดีและไอเสียปิดอยู่) ไอดีในกระบอกสูบจะถูกอัดให้มีปริมาตรเล็กลง
  3. จังหวะกำลัง เมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ใกล้ตำแหน่งสูงสุด (ศูนย์ตายบน) ในจังหวะอัด จะเกิดประกายไฟที่หัวเทียน (เครื่องเบนซิน) ไอดีก็จะถูกเผาไหม้ (จุดระเบิด) เมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ถึงตำแหน่งบนสุดลูกสูบก็จะเริ่มเคลื่อนที่ลง ในระหว่างการเผาไหม้ ก็จะให้กำลังงานออกมาโดยส่งผ่านลูกสูบ ก้านสูบ ไปสู่เพลาข้อเหวี่ยง
  4. จังหวะคายไอเสีย เมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ใกล้ตำแหน่งล่างสุด (ศูนย์ตายล่าง) วาล์วไอเสียก็จะเปิดออก หลังจากลูกสูบเคลื่อนที่ลงตำแหน่งต่ำสุดแล้ว ก็จะเริ่มเคลื่อนที่ขึ้นและไอเสียก็่จะถูกไล่ออกไปผ่านวาล์วไอเสีย (จังหวะคายไอเสีย) เมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ถึงตำแหน่งบนสุดก็จะเคลื่อนที่ลง วาล์วไอเสียก็จะปิด และวาล์วไอดีจะเปิดออกเพื่อเริ่มจังหวะดูดอีกครั้งหนึ่ง


1. จังหวะดูด

2. จังหวะอัด

3. จังหวะกำลัง

4. จังหวะคายไอเสีย
ตัวอย่างลูกสูบเครื่องยนต์ดีเซล

ลูกสูบกะบะ ไมตี้เอ๊กซ์

ลูกสูบกะบะ อีซูซุ TFR

ลูกสูบกะบะ อีซูซุ TFR

ลูกสูบกะบะ มิตซูบิชิ ไซโคลน
Sep 192011
 

4WD (Four Wheel Drive)

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อมีลักษณะแตกต่างจากระบบขับเคลื่อน 2 ล้อดังนี้

  • มีสมรรถนะในการขับเคลื่อนบนถนนที่ขรุขระได้ดี ทั้งนี้เป็นเพราะล้อทั้ง 4 จะช่วยกันสร้างแรงขับไปข้างหน้า ทำให้รถยกตัวขึ้นในแนวดิ่ง ซึ่งก็จะช่วยให้สามารถแล่นไปบนพื้นที่ที่มีระดับต่างกันได้ เมื่อล้อหน้าทั้งสองพบสิ่งกีดขวาง ล้อด้านหลังจะทำหน้าที่ช่วยผลักดันให้ล้อด้านหน้าข้ามสิ่งกีดขวางนั้นได้ หรือถ้าล้อด้านหลังตกหลุมโคลน ล้อด้านหน้าจะช่วยดึงให้ล้อด้านหลังขึ้นได้เช่นกัน แต่รถที่ขับเคลื่อน 4 ล้อบางรุ่นก็ได้ออกแบบเพื่อนำมาใช้ในสภาพพื้นถนนที่ขรุขระ ดังนั้น ในการใช้รถจึงต้องคำนึงถึงสภาพของรถที่ออกแบบไว้ด้วย
  • มีสมรรถนะในการขับเคลื่อนขณะออกตัวและเร่ง ในรถยนต์ที่ขับเคลื่อน 2 ล้อ แรงขับเคลื่อนจะถูกส่งมายังล้อคู่หน้าหรือล้อคู่หลังเท่านั้น กำลังเครื่องยนต์จะถูกถ่ายทอดมายังพื้นถนน ทำให้การยึดเกาะของยางมีเพียง 2 เส้นเท่านั้น แต่ในทางตรงกันข้าม รถที่ขับเคลื่อน 4 ล้อ กำลังจากเครื่องยนต์จะถูกถ่ายทอดไปยังล้อทั้ง 4 เท่ากัน ทำให้ความสามารถในการยึดเกาะถนนของยางทั้ง 4 เส้นมีมาก เพิ่มกำลังของเครื่องยนต์ให้มากขึ้นด้วย และในการออกตัวหรือเร่งเครื่องยนต์ให้มากขึ้นด้วย และในการออกตัวหรือเร่งเครื่องยนต์ให้มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ในการออกตัวหรือเร่งเครื่องยนต์ ล้อทั้ง 4 ก็จะไม่หมุนฟรี
  • มีสมรรถนะในการไต่เขาได้ดี เป็นผลมาจากแรงขับเคลื่อนที่ล้อทั้ง 4 กระทำกับยางทั้ง 4 เส้นกับค่าสัมประสิทธิ์ความต้านทานในการไต่เขามีมากกว่ารถที่ขับเคลื่อน 2 ล้อ
  • มีเสถียรภาพในการเลี้ยว เมื่อกำลังที่จ่ายให้กับล้อทั้ง 4 เท่ากัน ยางทุกเส้นจึงมีแรงยึดเกาะมาก แต่น้ำหนักที่กดลงบนยางแต่ละเส้นจะลดลง ดังนั้นเมื่อรถเลี้ยว แรงที่กระทำกับยางในขณะเลี้ยวจะลดลง เป็นเหตุผลให้รถที่ขับเคลื่อน 4 ล้อสามารถเลี้ยวเข้าโค้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ การควบคุมกระทำได้อย่างดี
  • มีสมรรถนะในการขับเคลื่อนบนถนนที่เป็นโคลนตม ถนนที่เป็นโคลนตม ยางของรถแต่ละล้อจะเกิดการลื่นไถลได้ง่าย ยิ่งรถที่มีกำลังมากๆ การออกรถจะกระทำได้ยาก ทั้งนี้เป็นผลมาจากสัมประสิทธิ์ความต้านทานระหว่างยางกับพื้นถนนมีน้อย แต่อย่างไรก็ตาม รถที่ขับเคลื่อน 4 ล้อจะสามารถส่งถ่ายกำลังขับเคลื่อนได้เป็น 2 เท่า มากกว่ารถที่ขับเคลื่อน 2 ล้อ จึงทำให้มีสมรรถนะในการขับเคลื่อนบนถนนที่มีค่าสัมประสิทธิ์ความต้านทานที่น้อยได้ดี

Continue reading »

Sep 192011
 

ระบบดิสเบรก [Disk Brake System]

ระบบดิสเบรกจะประกอบไปด้วยชิ้นส่วนพื้นฐาน คือ จานเหล็กหล่อ(จานดิสเบรก) , ผ้าดิสเบรก , ก้ามปู และลูกสูบ จานดิสเบรกจะหมุนไปกับล้อ ไม่มีแผงหรือชิ้นส่วนใดมาปิด ทำให้สามารถระบายความร้อนได้ดี ( ที่อุณหภูมิสูงมาก ๆ ประสิทธิภาพการเบรกจะลดลง ) พร้อมทั้งช่วยให้เบรกที่เปียกน้ำ แห้งได้อย่างรวดเร็วอย่างไรก็ตาม ขนาดของจานเบรกก็มีข้อจำกัด เนื่องด้วยขนาดของขอบล้อ ทำให้ขนาดของผ้าดิสเบรกมีข้อจำกัดไปด้วย เพื่อชดเชยข้อจำกัดดังกล่าว ก็จะต้องป้อนแรงดันน้ำมันเบรกให้มากขึ้น ผ้าดิสเบรกจะสึกเร็วกว่าผ้าเบรกของเบรกครัม ในขณะที่ดิสเบรกบำรุงรักษาง่ายกว่า

การป้องกันน้ำ

เมื่อรถยนต์แล่นไปบนถนนที่เปียกและผิวความฝืดของผ้าฝักเบรก และผ้าดิสเบรกเปียกไปด้วยน้ำที่กระเด็นมาถูกนั้น จะทำให้ค่าสัมประสิทธิ์ความฝืดลดลง ปรากฎการณ์อันนี้เรียกว่า “การอมน้ำ” ปรากฎการณ์ตรงกันข้ามซึ่งผิวความฝืดยังคงอยู่ในสภาพเดิม
และค่าสัมประสิทธิ์ความฝืดคงเดิมเราเรียกว่า “การป้องกันน้ำ” โดยธรรมชาติแล้ว เราต้องการผ้าเบรกที่มีการป้องกันน้ำที่ดี โดยเฉพาะผ้าฝักเบรก เนื่องจากน้ำในครัมเบรก จะไม่ถูกเหวี่ยงออกไปง่าย เหมือนกับดิสเบรก

Continue reading »

Sep 192011
 

ระบบเบรก ABS (Antilock brake system)

ระบบเบรก ABS มีจุดประสงค์ ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเบรกล็อคตาย กล่าวคือ เมื่อผู้ขับขี่ ขับรถไปตามเส้นทาง เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดๆ ที่ต้องทำให้เกิดการเหยียบเบรกอย่างกระทันหัน แรงเบรกที่กระทำออกมา ก็จะส่งผลให้ น้ำมันเบรก มีแรงดันสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ระบบเบรกที่ประจำอยู่แต่ละล้อ ก็จะทำให้ล้อหยุดอย่างกระทันหันเช่นกัน เมื่อรถที่วิ่งด้วยความเร็ว แล้วเกิดล้อล็อคตายเช่นนี้ จะทำให้เกิดการลื่นไถล เช่น เมื่อล้อคู่หลังล็อคตาย ก็จะเกิดอาการปัด ไถลออกไปด้านข้าง ทำให้เสียการทรงตัว และควบคุมรถด้วยความลำบากเพิ่มขึ้น แต่ถ้าการล็อคตายเกิดกับล้อคู่หน้า ซึ่งเป็นล้อที่ควบคุมการขับขี่ด้วยแล้ว โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุ จะต้องมีมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถ้าเหตุการณ์ตอนนั้น อยู่ในสภาวะถนนลื่น หรือฝนตกหละก็ ยิ่งอันตรายมากขึ้นไปอีก

ระบบเบรก ABS ประกอบด้วยฟันเฟืองวงแหวน ติดตั้งเกาะอยู่กับดิสก์ หรือเพลาหมุน และจะมีอุปกรณ์เซนเซอร์ (Sensor) ติดตั้งอยู่ใกล้กับฟันเฟืองดังกล่าว เมื่อล้อหมุนไป ฟันเฟืองจะหมุนตาม เซนเซอร์จะตรวจจับอัตราการหมุนของฟันเฟือง แล้วรายงานอัตราความเร็วดังกล่าว ไปให้กับชุดควบคุมอิเล็คทรอนิคส์(ECU) ของระบบ ABS ทราบ จากนั้น ชุดอุปกรณ์ควบคุมดังกล่าว ก็จะสั่งการทำงานไปเปิด-ปิดวาล์วความดันน้ำมันเบรก ที่ติดตั้งร่วมเข้าเป็นส่วนหนึ่ง ของวงจรท่อน้ำมันเบรก

Continue reading »

Sep 192011
 

ระบบเบรก (Braking System)

เบรก (Brake) ทำหน้าที่ชลอความเร็วของรถ หรือทำให้รถหยุด ตามความต้องการของผู้ขับรถ รถส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ใช้การถ่ายทอดแรงเหยียบ ที่แป้นเบรก ไปถึงตัวอุปกรณ์หยุดล้อ ด้วยระบบไฮดรอลิกซ์ (Hydraulic)

กล่าวคือ ในขณะที่เราเหยียบเบรกลงที่แป้นเบรก แรงเหยียบนี้ จะถูกส่งไปที่แม่ปั้มน้ำมันเบรก (Master Cylinder) เพื่อทำหน้าที่อัดแรงดันน้ำมันเบรก ออกไปตามท่อน้ำมันเบรก ผ่านวาล์วแยก ส่วนน้ำมันเบรก ไปจนถึงตัวเบรก ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณดุมล้อ และที่ตัวเบรก ก็จะมีลูกปั้มน้ำมันเบรก เมื่อได้รับแรงดันมา ลูกปั้มน้ำมันเบรกจะดันให้ผ้าเบรก ไปเสียดทานกับชุดจานเบรกที่อยู่ใกล้ กับจานดิสเบรก หรือ ดรัมเบรก เมื่อเกิดความฝืดขึ้น ล้อก็เริ่มหมุนช้าลง เมื่อเพิ่มน้ำหนัก เหยียบเบรกเข้าไปอีก แรงดันน้ำมันเบรกเพิ่มมากขึ้น ก็ยิ่งมีความฝืดที่ล้อเพิ่มขึ้น รถก็จะชลอความเร็วลง จนรถหยุดในที่สุด

 

Continue reading »

Sep 192011
 

ระบบดรัมเบรก (Drum brake system)

ส่วนประกอบของระบบดรัมเบรก

ดรัมเบรก คือระบบเบรกชนิดหนึ่ง ประกอบด้วยโลหะวงกลม(จานดรัมเบรก,กระทะล้อ) ยึดติดกับดุมล้อ หมุนไปพร้อมล้อ และชุดฝักเบรก(ก้ามเบรก) ซึ่งประกอบด้วยผ้าเบรก กลไกปรับตั้งเบรก สปริงดึงกลับ และกระบอกเบรก ซึ่งไม่หมุนไปพร้อมล้อ ส่วนที่บริเวณกระบอกเบรก (Brake wheel cylinder) จะมีท่อส่งน้ำมันเบรก (Brake fluid) มาเชื่อมต่อ  ดรัมเบรกส่วนมากมักใช้กับล้อส่วนหลังของรถปัจจุบันยังคงเป็นที่นิยมใช้กันอยู่ (เริ่มแรกทั้งล้อหน้าและล้อหลังต่างก็ใช้ดรัมเบรก)

กระบอกเบรก (Brake wheel cylinder)

Continue reading »

Sep 182011
 

อยากรู้จักภาษาจีนมากว่านี้ : http://www.pasajeen.com/
ศัพท์ทั่วไป

  • 海绵 [hǎimián] ฟองน้ำ
  • 备件 [bèijiàn] อะไหล่
  • 零件 [língjiàn] อะไหล่
  • 汽车零件 [qìchēlíngjiàn] อะไหล่รถยนต์
  • 车身 [chēshēn] บอดี้รถ
  • 维修 [wéixiū] บำรุงรักษา
  • 护理 [hùlǐ] บำรุงรักษา
  • 螺母 [luómǔ] น๊อตตัวเมีย
  • 螺栓 [luóshuān] น๊อตตัวผู้
  • U型螺栓 [U xíngluóshuān] น๊อตตัว U
  • 平垫圈 [píngdiànquān] แหวนอีแปะ
  • 弹簧垫圈 [tánhuángdiànquān] แหวนสปริง
  • 螺丝 [luósī] สกรู
  • 螺丝钉 [luósīdīng] สกรู
  • 平头螺丝 [píngtóuluósī] สกรูหัวเรียบ, สกรูหัวเตเปอร์
  • 轴承油 [zhóuchéngyóu] จารบีลูกปืน
  • 油罐 [yóuguàn] แท้งน้ำมัน
  • 管夹 [guǎnjiā] เข็มขัดรัดท่อ
  • 束线带 [shùxiàndài] เข็มขัดรัดสายไฟ, เคเบิ้ลไทร์
  • 蒸馏水 [zhēngliúshuǐ] น้ำกลั่น ( 若电池液水平面低于最低水平面,可补充蒸溜水不适用于免保养“MaintenanceFee”电池。), 适用于 [shìyòngyú] ครอบคลุม
  • 电解液 [diànjiěyè] น้ำกรดเติมแบตเตอรี่ (electrolyte)
  • 补充水 [bǔchōngshuǐ] เติมน้ำเพิ่ม (普通蓄电池每月之内应补水一次)
  • 蓄电池 [xùdiànchí] หม้อแบตเตอรี่ที่เก็บไฟ
  • 油灰 [yóuhuī] สีโป๊ว

Continue reading »